Ph.D. in Educational Technology VU 1st

ปริญญาเอกเทคโนโลยีการศึกษา VU รุ่น 1

 
Other things
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Duis ligula lorem, consequat eget, tristique nec, auctor quis, purus. Vivamus ut sem. Fusce aliquam nunc vitae purus.
Other things
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Duis ligula lorem, consequat eget, tristique nec, auctor quis, purus. Vivamus ut sem. Fusce aliquam nunc vitae purus.
Other things
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Duis ligula lorem, consequat eget, tristique nec, auctor quis, purus. Vivamus ut sem. Fusce aliquam nunc vitae purus.
Other things
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Duis ligula lorem, consequat eget, tristique nec, auctor quis, purus. Vivamus ut sem. Fusce aliquam nunc vitae purus.
Other things
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Duis ligula lorem, consequat eget, tristique nec, auctor quis, purus. Vivamus ut sem. Fusce aliquam nunc vitae purus.
Wednesday, October 24, 2007
9121602 การวิจัยทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 3(3-0-6)
Research in Educational technology and Communications

Requirements for the Doctor of Philosophy degree in Educational Technology and Communications include a course that orients students to methods/strategies for conducting educational research--whether the inquiry focus is basic, applied, or evaluation.
In 9121602 you'll develop the aptitudes and values that characterize the competent educational researcher--regardless of the environment in which he or she works. In this course, you'll think systematically about inquiry--and how it "fits in" with the instructional design and performance improvement principles around which our EdTech master's program is organized. It is inquiry that informs how we design, develop, implement, and evaluate instructional interventions (programs, systems, aids) -- so that we truly meet learner/user needs.
Semester Outcomes

Following are the competencies emphasized in the course:
· Locate, examine, and critically interpret the literature associated with particular educational/instructional issues.
· Describe common problems (validity, reliability, ethical concerns) associated with conducting, interpreting, and reporting educational research.
· Distinguish between/among research/evaluation designs--both traditional and eclectic--noting their strengths, weaknesses, and situational appropriateness.
· Distinguish between/among common analytical tests--and the assumptions that underlie them.
· Demonstrate competence with software appropriate for quantitative analyses (Excel, SPSS, etc.)--including set-up, graphical and table displays, and interpretation of results.
· Demonstrate competence with software appropriate for qualitative analyses--including set-up, narrative and other displays, and interpretation of results.
· Conduct a brief research/evaluation study, where you
o identify valid research research to explore (to include, if appropriate, an investigational hypothesis).
o conduct a review of the literature that contextualizes/operationalizes the issues.
o determine an appropriate research design--one that's theoretically robust yet practical to implement.
o determine appropriate sampling techniques (whether data are acquired from people or existing resources).
o develop data collection methods (surveys, interviews/focus groups, observations, tests, action plans, etc.).
o determine how best to collect data (and over what timeframe or period) in ways that are ethically sound.
o determine appropriate method/procedures by which to analyze and triangulate the data (whether quantitative, qualitative, or both), and infer meaning from the results.
o report the findings (to different audiences), as well as their implications.
· Conduct yourself in a manner that demonstrates understanding of the Program Evaluation Standards associated with utility, feasibility, propriety, and accuracy.
1. รายละเอียดกระบวนวิชา การวิจัยทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา เป็นการสำรวจและวิเคราะห์วรรณกรรมด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ศึกษาหลักการและการปฏิบัติตามขั้นตอน ของการวิจัยแบบปฏิบัติการ การพัฒนาประเด็นปัญหา การตั้งสมมติฐาน การพัฒนาหลักสูตร การทดสอบหลักสูตรด้วยข้อมูล การหาข้อสรุป และการนำเสนอผลการวิจัย เทคนิคการวิจัยอนาคตภาพเทคโนโลยีและสื่อสารเพื่อการศึกษา รวมถึงการฝึกทำโครงการวิจัยนำร่อง 2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชาก.ด้านความรู้ความใจ ผู้เรียนตระหนักรู้หลักการแนวคิด และทฤษฎีการออกแบบและการวิจัยเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
ข.ด้านการปฏิบัติ ผู้เรียนสามารถนำระเบียบวิธีวิจัยมาวิเคราะห์และพัฒนาโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาได้
ค..ด้านทัศนคติ ผู้เรียนมีทัศนคติทางบวกต่อการคันหาคำตอบหรือการแก้ปัญหาด้วยวิธีระบบ 3. วิธีการเรียนการสอนกระบวนวิชานี้มุ่งให้นักศึกษาค้นคว้า เพื่อนำสาระวิชามาแลกเปลี่ยน วิเคราะห์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการเรียนแบบร่วมมือ(Collaborative Learning)เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เกิดการแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้a) การมอบหมายงานนักศึกษาแต่ละคนเพื่อศึกษาค้นคว้าเอกสารที่กำหนดให้จาก e-Mail หรือ Class Weblog หรือ URL ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าb) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)c) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)d) การสาธิตและการนำเสนองานของผู้เรียน (Demonstration and Presentation by Learners)4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียนa) นักศึกษาสามารถมีและใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คชนิดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายได้ b) สามารถอภิปรายตามประเด็นที่มอบหมายได้ดีc) สามารถใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องเช่น Microsoft Excel,SPSSd) สามารถเขียนโครงการวิจัยนำร่องตามหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่กำหนด 5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียนเกรด A:a) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อb) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด Aเกรด B:a) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80b) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป6.Tentative Scheduleวัน เดือน ปี เนื้อเรื่องอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. 2550Introduction- Overview and background- Purpose,Objectives
- How to get start on Research- อาทิตย์ที่ 4พ.ย. 2550 - Educational Technology Research Literatures Reviewอาทิตย์ที่ 25 พ.ย. 2550- Online Search from various sources @http://wps.prenhall.com/chet_leedy_practical_8/0,9599,1569606-,00.htmlอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. 2551 Quiz&Self assessment@
http://wps.prenhall.com/chet_leedy_practical_8/0,9599,1569572-,00.html อาทิตย์ที่ 20 ม.ค. 2551 - Survey Agenda Using Survey Notes(words) and Survey Design(PDF) อาทิตย์ที่ 3 ก.พ. 2551
-Survey tools,
http://info.zoomerang.com/,http://surveymonkey.com/,http://www.analyse-it.com/,SPSS 14
อาทิตย์ที่ 17กุมภาพันธ์ 2551 - Summary and Presentation of Research Proposal Pilot project7. ผู้สอนรองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์Ph.D.(Educational Media & Technology)University of Missouri - Columbia - USA.-2526คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514ที่ทำงานคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520โทร (02) 3269040บ้าน โทร (02) 729 3629081 58080 14Email;panitan007@yahoo.com
Class Blog:http://karnta6.blogspot.com/
Class Website:
posted by Dr.Supit @ 8:35 PM   0 comments
WEB 3.0
Monday, September 24, 2007
WEB 3.0


ตอนแรกเริ่มสอนนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่คณะครุศาสตร์ลาดกระบังและที่อื่นๆ ในวิชา “การหาความรู้” หรือที่เคยเรียกว่า วิชาอ่านออกเขียนได้ ผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet literacy) ไว้เกือบ 10 ปีที่แล้ว ในหลักสูตรจะเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวข้องกับ Search engine หรือ tools บางตัวที่จำเป็นบนอินเทอร์เน็ต เช่น email , blog ฯลฯ สอนวิธีการสืบค้นด้วย Search engine ชนิดต่างๆ รวมถึงบอก URL ที่จำเป็นกับวิชาชีพ เช่น ครูช่างก็จะเป็น HOWSTUFFWORKS.COM หรือทางเทคโนโลยีการศึกษา เช่น AECT.ORG, ERIC.ED.GOV ฯลฯ
ลูกศิษย์ที่มีความสามารถในการเขียน WEB ด้วยโปรแกรมต่างๆ จะดูว่ามีลักษณะโดดเด่น เพราะรู้ภาษาโปรแกรม เช่น Flash , html, SQL, หรือ Web, Web Authoring เช่น Dreamweavers ฯลฯ
อยู่มาวันหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้ทดลองใช้ Web log ของ Google โดยบังเอิญ พบว่ามี features ที่พอใช้การเพื่อการสื่อสารในรายวิชาได้อย่างสบายๆ จึงนำมาเผยแพร่กับลูกศิษย์อย่างกว้างขวางเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น Google และ yahoo ก็แข่งขันการนำเสนอ Technology ใหม่ ออกมาทำให้การสอนสนุกยิ่งขึ้น
ยิ่งมาพบ WIKIPEDIA ยิ่งตื่นเต้นเพราะมีลักษณะเป็นสารานุกรมแบบเปิด และได้พบความรู้ใหม่ๆ มากมายบนนี้ทุกวัน และได้พบว่ามีผู้คิด Web แบบ 3 มิติ คือ Secondlife เมื่อปีเศษที่ผ่านมาแรกๆ ดูแล้วเหมือนพวกผีบ้า (ขออนุญาตพูดคำจากใจจริง) ที่เข้าไปเล่นขายของกันอยู่ได้ เหมือนเกมที่เด็กๆ เล่นเสียเวลาเปล่า ต่อมาพบว่าพวกนี้ขายของกันจริงๆ มีเงินหมุนเวียนเป็นล้านๆเหรียญสหรัฐ ต่อวัน มีคนร่ำรวยจากการไปซื้อขายที่ดิน, บ้านที่อยู่อาศัยมากมาย ฯลฯ
และที่น่าทึ่ง คือ มหาวิทยาลัยยอดนิยมของโลก ได้เข้าไปเช่าพื้นที่ ทำเป็นห้องเรียนเสมือนโดยสอนด้วยภาพ 3D ผู้เรียนต้องลงทะเบียนและสร้างหุ่นยนต์ของตนเองเข้าไปเรียน เหลือเชื่อจริงๆ เช่น Havard OPEN University ของอังกฤษ , Stanford , Pepperdine, Rice Ohio University ,Ball State University…..
มีการกล่าวขวัญถึงวิวัฒนการของ Web ว่ายุคแรกๆ เป็น Web1.0 ต่อมาเป็น Web 2.0 และแบบ Web 3.0 ซึ่งยังไม่มีคนเขียนเป็นภาษาไทย จึงขอขยายความจาก WIKIPEDIA ให้ได้อ่านกันดังนี้




Web 3.0
คุณลักษณะ
1. การปรับเปลี่ยนให้ Web เป็นฐานข้อมูล
2. สามารถใช้ Browser หลากหลายเพื่อเข้าถึงสาระต่างๆ
3. นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้มากขึ้น
4. มีลักษณะเป็น Semantic Web สัญลักษณ์แสดงเป็นความหมาย
5. มีลักษณะเป็น Geospatial Web –แสดง ลักษณะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
6. มีลักษณะเป็น 3 มิติ
Jeffrey Zeldman เขียนถึง Web 2.0 และเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกันคือ Ajax ใน Blog ช่วงต้นปี 2006 และกล่าวคือ Web 3.0 ไว้อย่างชัดเจน
เดือนพฤษภาคม 2006 Tim Berners – Lee กล่าวไว้ว่า
Web 3.0 เปรียบเสมียนการเข้าถึงแหล่งข้อมูลขนาดมหึมา โดยการใช้เว็คเตอร์กราฟฟิกส์เพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ ที่ดูเลือนลาง ขาด ๆ เกินๆ ของ Web 2.0 เพื่อการเข้าถึง Web ที่มีความหมายเชิงบูรณาการที่มีข้อมูลขนาดมหึมา

Jerry Yang CEO ของ Yahoo กล่าวว่า
Web 2.0 มีการจัดวางรูปแบบอย่างดีเป็นที่รู้จักแพร่หลาย สามารถใช้งานในระดับเครือข่ายได้อย่างดี ใน 4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นเทคโนโลยีที่มีสมรรถนะในการปฏิสัมพันธ์กับระบบเครือข่ายได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ Hard Ware เช่น เครื่องเล่นเกม หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ และหมายถึงซอฟต์แวร์ด้วย ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จึงจะสร้างโปรแกรมเป็น ทุกคนจะมีส่วนสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้งานเครือข่าย เพื่อธุรกิจร่วมกัน

Reed Hastings ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Netflix กล่าวง่าย ๆ ว่า
Web 1.0 เป็นการหมุนโทรศัพท์ด้วยแบนด์วิชขนาด 50k, Web 2.0 ,ค่าแบนด์วิชเฉลี่ยราว 1 Mb และ Web 3.0 จะเป็น 10 เมกกะบิต ซึ่งรองรับการเป็น Web รูปภาพได้เต็มรูปแบบ

นวัตกรรมเกี่ยวกับ Web 3.0

1.การประยุกต์ใช้ Web – based และ เดสก์ทอปส์
2.บริษัทต่างๆ นำเทคโนโลยีของ Web 3.0 เช่น ซอฟต์แวร์ฉลาด(intelligent software) ซึ่งใช้ข้อมูลสัญลักษณ์เชิงความหมาย (Semantic Data) เพื่อให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยีของ Semantic Web มาใช้อย่างแพร่หลายกว้างขวางยิ่งขึ้น บริษัทที่เป็นผู้นำด้านนี้ได้รับการกล่าวถึงในเรื่องต่างๆใน ช่วงปี 2006-2007 เช่น Garlik, Metaweb, Radar Network และ Powerset เป็นต้น
ข้อควรปภิปรายเกี่ยวกับ Web 3.0
เพื่อให้ได้นิยามและความหมายที่เหมาะสมของ Web 3.0 ยิ่งขึ้นจึงขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

1. การปรับเปลี่ยน Web ให้เป็นฐานข้อมูล
ก้าวแรกของการมุ่งสู่ Web 3.0 คือการกำเนิดขึ้นของ “เว็บข้อมูล” โดยการตีพิมพ์ข้อมูลที่มีลักษณะโครงสร้าง เพื่อการนำเข้าถึงและนำไปใช้งานได้หลายๆ ครั้งในรูปแบบต่างๆ เช่น XML, RDF และไมโครฟอร์มแมทส์ ต่อมามีการใช้เทคโนโลยี SPARQL เพื่อเป็นภาษามาตรฐานในการขอเข้าถึงข้อมูล และ API เพื่อการสืบค้นฐานข้อมูล RDF ที่อยู่บนที่ต่างๆ ของ Web
เว็บข้อมูลที่กล่าวถึงนี้ ช่วยให้มีการบูรณาการข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ สามารถประยุกต์ใช้ได้บนฐานปฏิบัติการหลากหลายรูปแบบ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเปิดเผยง่ายดาย มีการเชื่อมต่อข้อมูลคล้ายๆ กับเว็บ วัตถุประสงค์ของเว็บข้อมูลคือก้าวแรกที่จะนำไปสู่เว็บสัญลักษณ์เชิงความหมาย ( Semantic Web) เต็มรูปแบบ หลักการแท้จริงของเว็บข้อมูล คือการจัดโครงสร้างของข้อมูล เพื่อการเข้าถึงด้วยการใช้ RDF (Resource Description Framework (W3C) หรือกรอบพรรณนาของแหล่งทรัพยากร
สำหรับ Semantic Web เต็มรูปแบบจะครอบคลุมถึงข้อมูลที่มีการจัดโครงสร้างหรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน หรือมีโครงสร้างบางส่วน หรือสาระกึ่งโครงสร้าง (เช่น เว็บเพจ, เอกสาร ฯลฯ) ก็จะสามารถเข้าถึงได้ด้วย RDF และ OWL (Web Ontology Language) (รูปแบบความหมายของภาษาของเว็บ)
2. การวิวัฒนาการไปสู่ปัญญาประดิษฐ์(artificial intelligence)
Web 3.0 ได้นำวิธีการที่มีวิวัฒนาการไปสู่เว็บเชิงปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีลักษณะกึ่งมนุษย์ (Quasi-human fasion) ทำให้เกิดข้อกังขาว่าสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์แท้จริงหรือมีวิสัยทัศน์ที่เป็นจริงที่ยอมรับได้หรือไม่ บริษัท IBM และ Google ได้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้พยากรณ์ (ด้วย Web) โดยการไปสำรวจตรวจค้น (Mining) เพลงจากเว็บไซด์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น การพยากรณ์ เพลงยอดนิยม เป็นต้น
ข้อถกเถียงประเด็นต่อไปคือ Web 3.0 มีแรงขับเคลื่อนจากระบบการใช้ปัญญาหรือว่าปัญญาหรือความฉลาด เกิดขึ้นจากระบบปัญญาของมนุษย์เอง เช่น เกิดจากระบบการกลั่นกรองความร่วมมือของ Del.icio.us, Flikr และ Digg ซึ่งทำหน้าที่ กลั่นความหมายและคำสั่งจากเว็บที่มีอยู่แล้วและวิธีการที่มนุษย์ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้

3. การตระหนักรู้เกี่ยวกับ Semantic Web และ SOA (Service Orinted Architecture)
นอกจากการมุ่งไปสู่ความเป็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว Web 3.0 ควรเน้นและขยายขอบเขตการเป็น Semantic Web ด้วย ขณะนี้กำลังมีการวิจัยซอฟต์แวร์ที่สามารถคิดหาเหตุผลได้เอง โดยใช้ตรรกเชิงพรรณนา และตัวแทนทางปัญญา เมื่อนำมาใช้งานสามารถคิดหาเหตุผลโดยใช้กฎที่วางไว้ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแนวความคิดและข้อมูลบนเว็บได้
4. วิวัฒนาการสู่เว็บ 3 มิติ
การดำเนินงานของเว็บ 3.0 ให้มีลักษณะเป็น 3 มิติ ได้รับการสนับสนุน โดยความร่วมมือ เพื่อผลประโยชน์ของเว็บ 3D (Web 3D Consortion) เช่น การปรับเปลี่ยนรูปร่าง ของเว็บให้มีลักษณะเป็นพื้นที่ของ วัตถุ 3 มิติ เช่น Second Life, There ฯ. ทั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ 3 มิติ ให้ผู้คนได้เข้ามาร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
5. ข้อเสนอเพื่อให้นิยามของ Web 3.0 กว้างขวางยิ่งขึ้น
ต่อมา Nova Spivack ได้เสนอให้นิยามของ Web 3.0 ให้กว้างขวางครอบคลุมเทคโนโลยีตามแนวโน้มใหม่ๆ ซึ่งพร้อมจะนำมาใช้งานได้ทันที เช่น
ก. การเชื่อมต่อที่มีอยู่ทั่วไป เช่น บอร์ดแบนด์, การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่และอุปกรณ์เคลื่อนที่
ข. เครือข่ายคอมพิวเตอร์, โมเดลของการให้บริการซอฟต์แวร์ในธุรกิจ, การให้บริการเว็บบนฐานปฏิบัติการเชิงพหุ(interoperability), การให้บริการคอมพิวเตอร์เชิงขยาย, กริดคอมพิวติ้ง, และคลาวด์คอมพิวติ้ง
ค. เทคโนโลยีระบบเปิด API (Application Interface Program) และภาษาโปรโตคอลระบบเปิด, รูปแบบข้อมูลแบบเปิด แพลทฟอร์มซอฟต์แวร์ระบบเปิดและข้อมูลระบบเปิด (เช่น Creative Commons, Open Data License)
ง. การระบุเอกลักษณ์แบบเปิด (Open Identity) เช่น Open ID, การเปิดเผยชื่อเสียง, เปิดเผยเอกลักษณ์การใช้งานข้ามเขตแบบพกพาและข้อมูลส่วนบุคคล
ฉ. เว็บเชิงปัญญา (Intelligent Web) โดยใช้เทคโนโลยีของเว็บสื่อความหมาย (Semantic Web) เช่น RDF ((Resource Description Framework), OWL (Web Oriented Language), SWRL (Semantic Web Rule Language), SPARQL (Simple Protocol RDF query Language) แพลทฟอร์มการใช้งานแบบมีความหมาย, และการจัดเก็บข้อมูลลักษณะแถลงการณ์ ฯลฯ
ช. ฐานข้อมูลลักษณะกระจาย (World Wide Database) โดยใช้เทคโนโลยีเว็บสื่อความหมาย
ซ. การประยุกต์เชิงปัญญา เช่น การประมวลผลภาษาตามธรรมชาติ, การหาเหตุผลด้วยเครื่อง, การเป็นตัวแทนแบบอัตโนมัติ

ขอขอบคุณ Google Blog ซึ่งเป็น WEB 2.0 ที่ให้ใช้พื้นที่เขียนถึง WEB 3.0
รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์

อ่านเพิ่มเติมจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Web_3.0 ( 24 september 2007)
posted by Dr.Supit @ 12:35 AM   1 comments
Definition of Educational Technology(updated)
Saturday, June 16, 2007
ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา· ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.รองศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังPh.D. (Educational Media&Technology).University.of Missouri-Clumbia,U.S.A*********************************************************************************ความเป็นมามนุษย์มีลักษณะโดดเด่นด้วยความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง มีการถ่ายทอดสติปัญญาไปสู่รุ่นลูกหลานสืบต่อกันไป การเรียนรู้และการสืบสานทางวัฒนธรรมดังกล่าวส่วนมากเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีการวางแผนหรือโครงสร้างที่แน่นอน เมื่อเวลาล่วงเลยไปสังคมมนุษย์มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การจัดรูปแบบทาง สังคมจึงมีการจัดสรรเป็นรูปแบบเฉพาะ เช่น กลุ่มความสามารถเชิงช่าง โรงเรียน สถาบันการศึกษารูปแบบอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้พัฒนาทักษะ และความรู้จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด และการพัฒนาสู่ความรุ่งเรืองต่อไปประวัติศาสตร์อันยาวนานของการจัดองคาพยพของการศึกษา และการฝึกอบรมผ่านอุปสรรคนานานัปการเพื่อสร้างและขยายโอกาสสำหรับมนุษย์เพิ่มขึ้น ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนรู้จากเหตุการณ์ในชีวิตธรรมดาทั่วไป สถาบันเพื่อการศึกษา และการฝึกอบรมพยายามปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อช่วยให้มนุษย์ทั้งรายบุคคล และรายกลุ่มสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นทั้งในห้องเรียน หรือจากการเรียนทางไกลคำว่า “การศึกษา” หรือ “education” หมายถึง กิจกรรมหรือแหล่งทรัพยากรทั่วๆไปที่สนับสนุนการเรียนรู้คำว่า “การเรียนการสอน” หรือ “instruction” หมายถึง การจัดรูปแบบของกิจกรรมที่มุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้โดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เรียนดังนั้น คำว่า “การศึกษา” จึงไมได้ได้ขีดวงไว้เฉพาะในสถาบันการศึกษาเท่านั้น ทั้งนี้รวมถึงข้อแนะนำของพ่อแม่ต่อลูก ความรู้และทัศนคติจากสื่อสารมวลชน หรืออิทธิพลทางวัฒนธรรมใดๆที่มีต่อสมาชิกในสังคม การอ่านหนังสือในห้องสมุด หรือการเล่นอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง จึงสามารถจัดเป็นกิจกรรมทางการศึกษาได้ด้วยกิจกรรมการสอน หมายถึง กิจกรรมที่จัดโดยบุคคล หรือสิ่งอื่นใดนอกจากผู้เรียนเพื่อนำพาผู้เรียนไปสู่จุดหมายโดยวิธีการจำเพาะหนึ่งๆ เช่น การอ่านหนังสือในบทเรียนที่ครูกำหนดให้ การสืบค้นอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลประกอบงานที่ครูมอบหมาย กิจกรรมดังกล่าวสามารถเป็นได้ทั้งการศึกษา และการเรียนการสอน*ประธานสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาทางการอาชีวะและเทคนิคศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย บริษัทจัดฝึกอบรมพยายามจัดสิ่งเกื้อหนุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนอันเป็นเป้าหมายหลักของสถาบัน เช่น การจัดอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อมช่วยอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ บางแห่งจัดยานพาหนะให้สำหรับการเดินทางไปกลับจากสถาบัน บางแห่งเปิดโอกาสให้เรียนแบบทางไกล โอกาสการเข้าถึงบุคคลอื่นๆ สารสนเทศ และอุปกรณ์อื่นๆสถาบันดังกล่าว มักสร้างแรงจูงใจด้วยเกรดหรือระบบติชม จัดบริการสนับสนุนผู้สอน และช่วยพัฒนาด้านวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่า บางครั้งสถาบันเหล่านี้ประกอบกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษา หรือการเรียนการสอน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของสถาบันเหล่านั้น และสามารถช่วยนำไปสู่การเรียนรู้นั่นเองจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษา อาจเกิดขึ้นจากสถาบัน และผู้เรียนร่วมกัน มักมีลักษณะยุ่งยากซับซ้อน ครูผู้สอนจึงคิดวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายกว่า แน่นอนกว่า และราคาถูกกว่าวิธีการที่ผ่านมา วิธีการบางอย่างดังกล่าวอาจจัดเป็น “เทคโนโลยี” ซึ่งหมายถึง การประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือองค์ความรู้ใดๆ เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทางได้ (John Kenneth Galbraith, 1967 : 12) วิธีการดังกล่าวอาจรวมถึงอุปกรณ์ (hard technology) หรือวัสดุ หรือซอฟท์แวร์ (soft technology) อื่นๆกาลเวลาที่เปลี่ยนไปก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายต่อทฤษฎีและแนวปฏิบัติของเทคโนโลยีการศึกษา ความเข้าใจแนวใหม่ต่อกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ และธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ท้าทายให้นักการศึกษาได้ทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการสอนรูปแบบต่างๆ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT : Information and Communication Technology) ได้ปรับเปลี่ยนและขยายโอกาสการสนับสนุนการเรียนรู้ในห้องเรียน และการเรียนจากทางไกลเพิ่มขึ้น แหล่งเรียนรู้มีลักษณะเป็นดิจิทัลเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงลดลง ส่งกระจายสารสนเทศได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับการสร้าง การจัดเก็บ และการใช้แหล่งความรู้แบบดั้งเดิม ทำให้เกิดบริบทของการคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา โครงการของ AECT เพื่อกำหนดกรอบที่เหมาะสมของเทคโนโลยีการศึกษาจึงจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนิยามของเทคโนโลยีการศึกษากรอบแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษามีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา นับแต่มีสาขาวิชานี้บังเกิดขึ้นเรื่อยมาและดำเนินต่อไป ดังนั้นกรอบแนวคิดปัจจุบันจึงมีลักษณะชั่วคราวเท่านั้นเทคโนโลยีการศึกษา สามารถนิยามได้ในลักษณะมโนทัศน์เชิงนามธรรม หรือในลักษณะการฝึกปฏิบัติก. นิยามในลักษณะมโนทัศน์เชิงนามธรรม“เทคโนโลยีการศึกษา เป็นการศึกษา และการปฏิบัติอันดีงามเพื่อเกื้อกูลการเรียนรู้ และช่วยให้การปฏิบัติดีขึ้น โดยการสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ และการจัดหาแหล่งทรัพยากร และกระบวนการทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม”“ Educational technology is the study and ethical practice of facilitating and improving performance by creating , using , and managing appropriate technological processes and resources”องค์ประกอบของนิยามคำหลักๆ ที่นำมาใช้ในการนิยามคำว่า เทคโนโลยีการศึกษา มีความหมายและรายละเอียดจำเพาะดังนี้ก. ศึกษา (study)ศึกษา หมายถึง ความเข้าใจในเชิงทฤษฎี และปฏิบัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา โดยอาศัยการสร้างสรรค์องค์ความรู้ และการปรับปรุงความรู้อย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการวิจัย และการฝึกปฏิบัติการตามหลักการที่ค้นพบ สิ่งเหล่านี้คล้องจองกับคำว่า “ศึกษา” เพราะคำว่า “ศึกษา” เป็นการรวบรวมสารสนเทศ และนำมาวิเคราะห์ซึ่งกระทำมากเกินกว่าวิธีการวิจัยแบบดั้งเดิม มีขอบเขตครอบคลุมถึงการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพ และรูปแบบของการสืบค้นแบบอื่นๆ เช่น การตั้งทฤษฎี การวิเคราะห์เชิงปรัชญา การสืบค้นเชิงประวัติศาสตร์ การพัฒนาโครงการ การวิเคราะห์ข้อบกพร่อง การวิเคราะห์ระบบ และการประเมินความหมายของการวิจัย โดยทั่วไป หมายถึงทั้งการสร้างแนวคิดใหม่ๆ และกระบวนการประเมินเพื่อช่วยให้การปฏิบัติการดีขึ้น การวิจัยสามารถกระทำได้อย่างหลากหลายตามหลักและโครงสร้างทฤษฎี หรือหลักและโครงสร้างที่ขัดแย้งกับทฤษฎี การวิจัยของเทคโนโลยีการศึกษา กำเนิดจาก ความพยายามจะพิสูจน์ว่า สื่อและเทคโนโลยีมีประสิทธิผลต่อการเรียนรู้อย่างไร สร้างสรรค์การสืบสวน สอบสวน และอธิบายรายละเอียดของกระบวนการและเทคโนโลยีว่าจะมีการใช้งานอย่างเหมาะสมอย่างไร จึงจะช่วยการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นการวิจัยเทคโนโลยีล่าสุด เป็นการใช้สิ่งแวดล้อมจริง รวมถึงความคิดเห็นของนักปฏิบัติ และผู้วิจัยเอง การวิจัยในอดีตมักมีลักษณะซ้ำซากล้าสมัย การวิจัยมุ่งสู่การแก้ปัญหาโดยการสืบค้นหาวิธีการแก้ไข ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่แนวปฏิบัติใหม่ๆ รวมทั้งปัญหาและคำถามใหม่ๆ แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติจากหลักทฤษฎี และการสืบค้นหาความรู้จากเหตุการณ์จริงส่งผลทางบวกและมีคุณค่าต่อการวิจัยโดยตรง นักปฏิบัติเหล่านี้จะพิจารณาปัญหาจากสภาพแวดล้อมของตนเอง (เช่น ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนของตนเอง) และใช้ความพยายามแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติ ตามผลการวิจัย และประสบการณ์วิชาชีพของตนเอง การกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิธีการแก้ปัญหา และความพยายามในการระบุและแก้ไขปัญหาในสภาพแวดล้อมของตนเอง วัฏวิธี (cyclical process) ของการปฏิบัติ/การประเมิน สามารถนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ดีขึ้นได้ (Schon, 1990)การวิจัยเทคโนโลยีการศึกษาที่ผ่านมา มักเป็นการสำรวจตรวจสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ สืบค้นหาวิธีการออกแบบพัฒนา การใช้ประโยชน์และการจัดการที่ดีที่สุด ต่อมาการวิจัยได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ การจัดการสารสนเทศ และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ทฤษฎีพุทธิพิสัยนิยม และสรรคนิยม (constructivism) ทำให้เปลี่ยนแนวคิดจากการสอน (teaching) เป็นการเรียนรู้ (learning) เอาใจใส่ต่อมุมมอง ความชอบของผู้เรียนในฐานะเจ้าของของกระบวนการเรียนรู้เพิ่มขึ้นการปรับเปลี่ยนทฤษฎีดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีการศึกษาอย่างมหาศาล จากสาขาวิชาที่มุ่งออกแบบการเรียนการสอนในลักษณะนำส่ง (delivered) ความรู้ในหลากหลายรูปแบบ (ทั้งเทคโนโลยีและกลยุทธ์) ไปเป็นสาขาวิชาที่เน้นการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เรียนได้ลงมือสำรวจตรวจสอบด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระบบต่างๆ การวิจัยจึงเปลี่ยนไปเป็นการเฝ้าสังเกต การมีส่วนร่วม และการสร้างสรรค์อย่างจริงจังของผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ การวิจัยได้ปรับเปลี่ยนการออกแบบจากวิธีการเรียนการสอนทั่วไปไปเป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ข. การปฏิบัติอันดีงาม (ethical practice)คณะกรรมการว่าด้วยจริยธรรมของ AECT (AECT Ethics Committee) ได้กำหนดแนวปฏิบัติด้านจริยธรรม หรือการปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม โดยเฉพาะการใช้สื่อ และการเคารพต่อทรัพย์สินทางปัญญา จริยธรรมดังกล่าวไม่มุ่งเน้นเฉพาะ กฎกติกา และความคาดหวัง แต่เน้นวิธีการปฏิบัติด้วยในความเป็นวิชาชีพของเทคโนโลยีการศึกษา ผู้ปฏิบัติจะต้องตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า ได้ปฏิบัติถูกต้องดีงามตามหลักจริยธรรมหรือไม่ การออกแบบการสอนแบบเดิม หรือการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะต้องคำนึงถึง ความดีงามของสังคมรวมเข้าไว้ด้วยกันเสมอ ดังนั้น การออกแบบระบบการเรียนรู้แบบใหม่จึงต้องรู้ว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ใครสนับสนุน ใครมีอำนาจบ้าง เป็นต้นหลักปฏิบัติตามจริยธรรมของ AECT คือ การให้ความช่วยเหลือสมาชิกเป็นรายบุคคล และรายกลุ่มเพื่อคงไว้ซึ่งการปฏิบัติการเชิงวิชาชีพในระดับสูง (Welliver, 2001)หลักปฏิบัติของ AECT แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือหมวดหนึ่ง : พันธะสัญญาต่อเอกัตบุคคลเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึง และใช้งานแหล่งข่าวสารการปกป้องความสมบูรณ์ และความปลอดภัยของวิชาชีพหมวดสอง : พันธะสัญญาต่อสังคม เช่น แสดงข้อเฑ็จจริงทางการศึกษาที่ถูกต้อง และเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้เข้ารับการศึกษาอย่างเสมอภาคหมวดสาม : พันธะสัญญาต่อวิชาชีพ เช่น การเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางวิชาชีพ การให้เครดิต แก่งาน หรือสิ่งตีพิมพ์ของคนอื่นหลักปฏิบัติแต่ละข้อจะแสดงรายละเอียด แสดงถึงวิธีการปฏิบัติอันถูกต้องในแต่ละบริบทและบทบาทของนักเทคโนโลยีการศึกษา แนวพิจารณาดังกล่าวใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับนักวิจัย อาจารย์ ที่ปรึกษานักออกแบบ หัวหน้าแหล่งการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมทางวิชาชีพ และแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมค. ความเกื้อกูล (facilitating)แนวคิดของการเรียนรู้และการสอนที่เปลี่ยนไปสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในทฤษฎีด้านพุทธิพิสัยนิยมและสรรคนิยม ทำให้สมมุติฐานเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนการสอน (instruction) กับการเรียนรู้ (learning) เปลี่ยนไปในอดีตเทคโนโลยีการศึกษามองว่า การเรียนการสอนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนรู้ ตัวอย่าง เช่น ในปี 1963 AECT กล่าวถึง “การออกแบบและการใช้สาร” (messages) ซึ่ง “ควบคุมกระบวนการเรียนรู้” การออกแบบการเรียนการสอน ต่อจากนั้นแสดงความชัดเจนในการควบคุมกระบวนการน้อยลง แต่ยังคงไว้ว่า “การออกแบบการเรียนการสอนที่ดี วิธีสอนที่ดีจะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล” ปัจจุบันมองว่าผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ และรับผิดชอบต่อการเรียนรู้มากขึ้น บทบาทของเทคโนโลยีจึงมีลักษณะเกื้อกูลมากกว่าการควบคุมการเรียนรู้บทบาทของเทคโนโลยีในยุคของข่าวสารดิจิทัล ซึ่งต้องเรียนรู้ลึกซึ้ง กว้างไกล เทคโนโลยีจึงต้องแสดงเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ในฐานะเครื่องมือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนไว้ค้นหาด้วยตนเองแทนการฝึกและปฏิบัติ (drill – and – practice) เพื่อควบคุมการเรียนรู้อันจำเพาะเจาะจงเช่นที่ผ่านมา นักเทคโนโลยีการศึกษาจึงมีหน้าที่ออกแบบเครื่องมือทางพุทธิพิสัย และสภาพแวดล้อมเพื่อนำทาง และสร้างโอกาส และช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นพบคำตอบจากข้อสงสัยของตนเองดังนั้นเทคโนโลยีการศึกษาจึงช่วยเกื้อกูล (facilitate) มากกว่าการควบคุม (control) การเรียนรู้การเกื้อกูล ประกอบด้วย การออกแบบสิ่งแวดล้อม การจัดองคาพยพของแหล่งการเรียนรู้ และการจัดหาเครื่องมือต่างๆ ให้ผู้เรียน การสอนตรงแบบดั้งเดิม (direct instruction) อาจมีความจำเป็นต่อการนำไปสู่วิธีการสอนแบบใหม่ในบางประเด็น หรือบางครั้งอาจใช้คำถามแบบปลายเปิดเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ใหม่ เป็นต้น เหตุการณ์ของการเรียนรู้ สามารถทำได้ทั้งรูปแบบเผชิญหน้า หรือสภาวะแวดล้อมเสมือนจริงง. การเรียนรู้ (learning)ความหมายของการเรียนรู้ที่ AECT นิยามไว้เมื่อ 40 ปีเศษ กับความเข้าใจในปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก ระหว่างความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง ความคงทนของสารสนเทศ (retention of information) ที่วัดได้จากการทดสอบกับการเรียนรู้ที่ต้องแสวงหาทักษะเพื่อใช้ประโยชน์นอกห้องเรียนภารกิจการเรียนรู้ สามารถจัดจำพวกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับศัพทานุกรมที่แตกต่างกัน Perkins 1992) ให้นิยามการเรียนรู้อย่างง่ายๆ ว่าหมายถึง ความคงทนของสารสนเทศ สามารถวัดได้จากแบบทดสอบ และพบในโรงเรียน มหาวิทยาลัยทั่วไป การเรียนรู้ที่เกิดจากการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer – based Instruction) เป็นตัวอย่างที่ดีประเภทหนึ่ง การตั้งจุดประสงค์การเรียนอาจรวมความเข้าใจ (understanding) เข้าไว้กับความจำ จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้อาจตั้งไว้ในลักษณะท้าชวนคิด (ambitious)ซึ่งต้องใช้ความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้ในเชิงรุก การประเมินการเรียนรู้ลักษณะนี้จะต้องใช้สถานการณ์จริง หรือสถานการณ์จำลอง ท้าทายให้ผู้เรียนเข้ามาจัดเหตุการณ์ ความแตกต่างของการเรียนรู้ทั้งสองประเภทอาจเรียกได้ง่ายๆ ว่าเป็นแบบผิวเผิน (surface) กับแบบลุ่มลึก (deep) (Weigel, 2001)การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้ระดับสูงเป็นที่รู้จักกันมานาน สถาบันการศึกษาทุกระดับ สถานฝึกอบรมมีความพยายามจะทำให้เกิดกิจกรรมดังกล่าวอยู่แล้ว ผู้บริหารทั้งหลายทราบดีว่า การทุ่มเทงบประมาณ และเวลาเพื่อการสอนเน้นให้เกิดความรู้ที่เรียกว่า ความรู้เฉื่อย (inert knowledge) เป็นการสูญเสียอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการที่ผู้เรียนไมได้นำความรู้เหล่านั้นมาใช้นอกห้องเรียน นักการศึกษาปัจจุบันมักกล่าวถึงการศึกษาในความหมายของการเรียนรู้ที่มีผลิตผล นำมาใช้เชิงรุกและเป็นการเรียนแบบลุ่มลึก ดังนั้น การเรียนรู้แบบลุ่มลึกจึงต้องมีวิธีสอนและวิธีการวัดประเมินแตกต่างจากการเรียนรู้แบบผิวเผิน (surface learning) อย่างแน่นอนจ. ช่วยทำให้ดีขึ้น (improving)การที่สาขาวิชาชีพใดจะได้รับการยอมรับจากสาธารณชนหรือไม่ สาขาวิชาชีพนั้นต้องพิสูจน์ตนเองว่าสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างชัดเจน สามารถชี้แนวทางถูกต้องที่นำไปสู่เป้าหมายอันทรงคุณค่าได้ ตัวอย่างเช่น พ่อครัวที่จะอ้างว่าเป็นมืออาชีพ พวกเขาต้องปรุงอาหารได้แตกต่างจากบุคคลทั่วไป เช่น น่ารับประทานกว่า ปลอดภัยกว่า มีคุณค่าทางอาหารมากกว่า กระบวนการปรุงมีประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นต้น ดังนั้น การที่เทคโนโลยีการศึกษาจะสามารถ “ช่วยให้การกระทำดีขึ้น” (improve performance) ซึ่งหมายถึง ประสิทธิผลการเรียนรู้ กล่าวคือ กรรมวิธีดังกล่าวนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและคาดการณ์ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล และคาดการณ์ได้ ก่อให้เกิดความสามารถและนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงคำว่า ประสิทธิผล (effectiveness) มีนัยคล้ายกับประสิทธิภาพ (efficiency) กล่าวคือ ประสิทธิภาพยึดเอาเป้าหมาย (goal) ของการกระทำเป็นหลัก เช่น ถ้าต้องการขับรถยนต์จากกรุงเทพไปจังหวัดนครราชสีมาการเดินทางโดยใช้วงแหวนตะวันออกตรงไปจังหวัดสระบุรีเลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ เข้าจังหวัดนครราชสีมา เป็นเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าการเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้ เราจะแวะชมทะเลก่อน การเดินทางจะเปลี่ยนไปเป็น การใช้ถนนมอเตอร์เวย์ – ชลบุรี – นครราชสีมา ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้การออกแบบการเรียนการสอนแบบยึดเอาเป้าหมายทางการเรียนเป็นหลัก จึงคำนึงถึงประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่วัดได้จากข้อสอบที่สร้างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ การออกแบบการเรียนการสอนจึงต้องจัดให้เป็นระบบชัดเจนในวิธีการเรียนการสอนแบบสรรคนิยม (constructivist) นักออกแบบให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจของการเรียนการสอนเป็นพิเศษ ส่งเสริมให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมาย และวิธีการเรียนได้ด้วยตนเองการประเมินผลการเรียนในลักษณะนี้มุ่งวัดความรู้และประสบการณ์ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถนำมาแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับการทดสอบการเรียนรู้ที่วัดด้วยแบบทดสอบทั่วไป อย่างไรก็ตามการออกแบบการเรียนรู้แบบยึดวัตถุประสงค์การเรียนแบบทั่วไปยังมีความจำเป็นในกรณีที่มีกรอบเวลาและทรัพยากรจำกัดฉ. การปฏิบัติ (performance)การปฏิบัติ หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการใช้ และประยุกต์ความสามารถใหม่ๆที่ได้รับ บทเรียนแบบโปรแกรม (programmed instruction) ยึดแนวทางให้ผู้เรียนต้องปฏิบัติได้ตามจุดประสงค์ปลายทาง (terminal objectives) หลังการเรียนการสอน จุดประสงค์ปลายทางระบุเหตุการณ์ขณะเรียนหรือฝึกอบรม เพื่อทำการวัดว่าผู้เรียนปฏิบัติได้ดีในระดับใดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามข้อเท็จจริงแล้วเทคโนโลยีการศึกษา ไม่สามารถทำให้การปฏิบัติของผู้เรียนดีขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ทุกชนิด ในความหมายของเทคโนโลยีการปฏิบัติ (performance technology) สถานที่ทำงานมีปัจจัยอื่นๆ ช่วยให้การปฏิบัติการดีขึ้น นอกเหนือจากการสอนหรือการฝึกอบรม เช่น เครื่องมือ เหตุกระตุ้นใจการปรับเปลี่ยนองค์การ การให้กำลังใจ การปรับวิธีทำงาน ฯลฯ (Stolovitch and Keeps, 1992)ดังนั้น เทคโนโลยีการปฏิบัติ (performance technology) จึงมีความหมายกว้างขวางมากกว่าเทคโนโลยีการศึกษา (educational technology)หน้าที่หลัก 3 ประการของเทคโนโลยีการศึกษา คือ การสร้างสรรค์ (creating) การใช้ประโยชน์ (using) และการจัดการ (managing) หน้าที่เหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากหลายๆฝ่ายในเวลาที่แตกต่างกัน หน้าที่เหล่านี้อาจถือได้ว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกับการประเมินควบคู่กันไปช. การสร้างสรรค์ (creating)การสร้างสรรค์ หมายถึง ทฤษฎี ผลการวิจัย และแนวปฏิบัติที่รวมอยู่ในกรรมวิธีโครงสร้างของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบทั้งแบบในระบบ (formal) และนอกระบบ (informal)การสร้างสรรค์อาจรวมกิจกรรมหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบที่นำมาใช้ วิธีการออกแบบมีความแตกต่างหลากหลายขึ้นอยู่กับปัจจัยเกี่ยวข้องกับนักออกแบบ เช่น สุนทรีย์ ความเป็นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม จิตวิทยา กรรมวิธีหรือวิธีระบบ สิ่งเหล่านี้ จะส่งผลต่อการผลิตวัสดุอุปกรณ์ และเงื่อนไขจำเป็นต่อการเรียนรู้อันทรงประสิทธิผลวิธีการระบบ (system approach) อาจมีวิธีการเริ่มจากการวิเคราะห์ (analyzing) ปัญหาการเรียนการสอน ตามด้วยการออกแบบและการพัฒนาวิธีการแก้ปัญหา (designing and developing) , ประเมิน (evaluating) และปรับทบทวน (revising) ของแต่ละขั้นตอน และสุดท้ายนำวิธีการที่ได้มาทดลองใช้ (implementing) การวัดผลและการตรวจสอบในกระบวนการเรียกว่า การประเมินผลระหว่างเรียน(formative evaluation) การประเมินผลตอนสิ้นสุดโครงงาน เรียกว่า การประเมินผลหลังเรียน (summative evaluation)คำถามเพื่อการประเมินพบได้หลายรูปแบบ และขั้นตอนของการออกแบบการเรียนการสอนตัวอย่างการตั้งคำถามเพื่อการประเมิน- การวิเคราะห์ก่อนเรียน (front – end analysis) : ตั้งคำถามว่า มีปัญหาสำหรับการปฏิบัติหรือไม่ อยู่ในกรอบของความจำเป็นของการเรียนการสอนหรือเปล่า- ขั้นการวิเคราะห์ผู้เรียน : ตั้งคำถามว่า คุณลักษณะของผู้เรียนเป็นอย่างไร- ขั้นการวิเคราะห์ภารกิจ (task analysis) : ตั้งคำถามว่า ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถอะไร- ขั้นการออกแบบ : ตั้งคำถามว่า จุดประสงค์การเรียนรู้คืออะไร , โครงสร้างทั่วไปสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่ , อุปกรณ์การเรียนการสอนถูกต้องตามหลักการออกแบบสาร (message design) หรือไม่- ขั้นการพัฒนา : ตั้งคำถามว่า รูปแบบพื้นฐานสามารถนำผู้เรียนไปสู่วัตถุประสงค์ได้หรือไม่- ขั้นการนำไปใช้ : ตั้งคำถามว่า วิธีการที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำไปใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ทำได้ถูกวิธีการหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อปัญหาดั้งเดิมอย่างไรกระบวนการออกแบบและพัฒนาได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีระบบแอนะล็อก และดิจิทัลที่นำมาสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้แตกต่างกัน ตัวอย่างการออกแบบการเรียนการสอนลักษณะครูเป็นหลักจะแตกต่างจากการออกแบบการสอนเกมสถานการณ์จำลองโดยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น สิ่งที่ต้องสร้างสรรค์ขึ้นไม่ใช่เฉพาะอุปกรณ์การเรียน และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนเท่านั้น ยังรวมถึงฐานข้อมูลเพื่อจัดการความรู้ ,ฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อการสำรวจปัญหา , ระบบช่วยเหลืออัตโนมัติ และข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียนเพื่อประกาศ และประเมินผลการเรียนรู้ซ. การใช้ประโยชน์ (using)การใช้ประโยชน์ หมายถึง ทฤษฎี และแนวปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการนำผู้เรียนไปสัมผัสกับเงื่อนไขและแหล่งการเรียนรู้ การใช้ประโยชน์เริ่มด้วยการเลือกแหล่งทรัพยากร วิธีการ และวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมอาจเลือกโดยผู้เรียนหรือผู้สอน การเลือกที่ชาญฉลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการประเมินแหล่งทรัพยากร วิธีการและวัสดุอุปกรณ์ว่าสิ่งเหล่านี้เหมาะสมกับผู้เรียนเพียงใด ในการเรียนการสอนจริง สิ่งเหล่านี้จะพบได้ในสภาวะแวดล้อมหลากหลาย จึงต้องมีการวางแผนและใช้งาน (utilization) ภายใต้คำแนะนำของครู ถ้าสื่อชนิดนั้น วิธีการนั้นใหม่ต่อการใช้งาน ควรมีการทดลองใช้ก่อนทดลองจริงการนำนวัตกรรมการเรียนการสอนมาทำให้ผู้สอนเกิดความสนใจ หรือการทำตลาดของผู้ขาย บางครั้งอาจเรียกลักษณะการกระทำเช่นนี้ว่า การซึมผ่าน (diffusion) เมื่อครูยอมรับสิ่งเหล่านี้เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เรียกว่า การบูรณาการ (integration) เมื่อการบูรณาการเป็นไปอย่างแพร่หลายทั่วทั้งหน่วยงานจะเรียกว่า การทำให้กลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชิน (institutionalization)การจัดการ (managing) ในยุคแรกงานบริการจัดการเป็นความรับผิดชอบประเภทหนึ่งของวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษา ตัวอย่างเช่น การอำนวยการดำเนินงานศูนย์โสตทัศนศึกษา เป็นต้น เมื่อการผลิตสื่อ และวิธีการพัฒนาการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงรูปแบบมีขนาดซับซ้อน และกว้างขวางยิ่งขึ้น การบริหารต้องอาศัยทักษะ การบริหารโครงการเพิ่มขึ้น การศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)นักเทคโนโลยีการศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะด้านบริหารจัดการระบบส่งถ่ายสารสนเทศ การบริหารจัดการย่อยลงไป เช่น การบริหารบุคลากร และการจัดการสารสนเทศ มีความจำเป็นต่อการจัดรูปแบบการทำงานของบุคลากร และการวางแผน การควบคุม วิธีการจัดเก็บ และประมวลผลสารสนเทศนอกจากนี้ การบริหารจัดการที่ชาญฉลาด จำต้องมีการประเมินโครงการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพ (quality control) ทำหน้าที่ประเมิน และเฝ้าสังเกตผลการดำเนินงาน การประกันคุณภาพ (quality assurance) ทำหน้าที่ประเมินเพื่อการปรับปรุงกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่องผู้ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการ อาจเรียกได้ว่าเป็น ผู้ใช้ภาวะผู้นำ (leadership) ผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการ และแนวปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติการของเทคโนโลยีการศึกษาฌ. ความเหมาะสม (appropriate)ความเหมาะสม หมายถึง การนำวิธีการและทรัพยากรมาใช้อย่างเหมาะสมลงตัวกับจุดประสงค์ที่วางไว้คำว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม (appropriate technology) พบได้แพร่หลายทั่วโลกในสาขาการพัฒนาชุมชน หมายถึง เครื่องมือ หรือแนวปฏิบัติที่ง่ายที่สุดตรงกับการแก้ไขปัญหาได้อย่างนุ่มนวลมากที่สุด มโนทัศน์ของคำดังกล่าวมีที่มาจาก การเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุคปี 1970 คำนี้นำมาใช้ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “เล็กแต่สวย” (Smal lis Beautiful) (Schumacher, 1975) ซึ่งมีความหมายถึง เทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน และวัฒนธรรมในท้องถิ่น มีความยั่งยืนตามสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้นๆมาตรฐานวิชาชีพของ AECT ยอมรับว่า ความเหมาะสมมีมิติด้านจริยธรรมของมันเอง ในหมวด 1.7 ของมาตรฐานวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษา ระบุว่า “ส่งเสริมแนวปฏิบัติอย่างมืออาชีพและทันสมัยในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการศึกษา” หมวด 1.5 กล่าวถึง “การใช้วิธีการอย่างมืออาชีพชัดเจนในการประเมินและเลือกวัสดุและอุปกรณ์” หมวด 1.6 ระบุว่า “บังคับให้นักวิจัย และนักปฏิบัติการป้องกันตนเอง จากสภาวะอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย” หมวด 1.8 ระบุว่า “บังคับให้หลีกเลี่ยงข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ เพศ เชื้อชาติ หรือศาสนา” ขณะเดียวกันจะส่งเสริม การพัฒนาโปรแกรมและสื่อซึ่งเน้นความหลากหลายของสังคม ว่าเป็นชุมชนหลากหลายวัฒนธรรม หมวด 3 เรียกร้องให้มีการเปิดโอกาสแสดงทัศนะหลากหลายจากภูมิปัญญา และวัฒนธรรม หลีกเลี่ยงการโฆษณาอย่างบ้าเลือดอันตราย (commercial exploitation) เคารพในกฎหมายลิขสิทธิ์ และทำการวิจัยหรือปฏิบัติการโดยการใช้กรรมวิธีตามแนวทางจัดขึ้นโดยกลุ่มมืออาชีพ และคณะกรรมการของสถาบันความเหมาะสมของสื่อ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของครูว่า มีความเหมาะสม และใช้ประโยชน์ได้ตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้หรือไม่ เช่น ครูสังคมศึกษาอาจใช้เกมคอมพิวเตอร์สร้างสถานการณ์จำลองเหตุการณ์ทางสังคมให้นักเรียนนำมาอภิปราย เป็นต้นความเหมาะสมบางครั้ง ได้นำมาใช้เป็นระเบียบ กฎเกณฑ์เพื่อการตรวจควบคุมหนังสือ หรือวัสดุการเรียนการสอนอื่นๆ โดยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับ การแสดงออกทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง ใช้ภาษาไม่สุภาพ หรือกล่าวร้ายผู้อื่น หรือไม่เหมาะสมกับผู้อ่านบางช่วงอายุ เป็นต้นกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเลือกวิธีการและสื่อ ควรใช้หลักการทำดีที่สุด (best practice) ในสถานการณ์ที่กำหนดให้ตามหมวด 1.7 ของแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมของ AECT กล่าวเป็นนัยได้ว่า นักวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องมีความรู้ในวิชาชีพทันสมัยอยู่เสมอ และใช้ความรู้ดังกล่าวบนพื้นฐานการตัดสินใจที่ถูกต้อง การเลือกวิธีการหรือสื่อแบบสุ่มโดยบุคคลภายนอกวงการเทคโนโลยีการศึกษา นับว่าไม่เข้าเกณฑ์ความเหมาะสม การตัดสินใจด้วยหลักวิชาชีพที่ถูกต้องบนฐานความรู้ที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เป็นการใช้ทรัพยากรและเวลาขององค์กร และนักเทคโนโลยีการศึกษาเองญ. เชิงเทคโนโลยี (technological)เชิงเทคโนโลยี หมายถึง การอธิบายกิจกรรมของมนุษย์บนพื้นฐานของเทคโนโลยี เช่นคำกล่าวที่ว่า“การประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือองค์ความรู้ใดๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อการปฏิบัติภารกิจ” (Galbraith, 1967 :12) ดังนั้นเทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) จึงไม่ใช้คำว่า Technological Education.ประเด็นที่หนึ่ง : การวางแผนและการปฏิบัติการสอน เช่น กระบวนการตัดสินใจของครูทั่วไปในชีวิตการทำงานแต่ละวัน สามารถใช้วิธีการไม่ใช่เชิงเทคโนโลยี (non – technological) ได้ สำหรับนักเทคโนโลยีการศึกษาแล้ว กระบวนการดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิจัย หรือการพัฒนา ดังนั้นการพัฒนาโมเดล ภาษาคอมพิวเตอร์หรือสูตรใดๆ ที่ปรากฏในเทคโนโลยีการศึกษาจึงต้องใช้กรรมวิธีเชิงเทคโนโลยีเสมอประเด็นที่สอง : มีการเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยีในสื่อ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ เช่น ภาพนิ่ง วิดีโอ แถบบันทึกเสียง การต่อเชื่อมกับดาวเทียม ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาอย่างชัดเจนปฏิเสธไม่ได้ฎ. กรรมวิธี (process)กรรมวิธี หมายถึง อนุกรมของกิจกรรมที่มุ่งไปสู่ผลที่ได้ระบุเอาไว้ล่วงหน้า นักเทคโนโลยีการศึกษามักดำเนินการออกแบบ พัฒนา และสร้างแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้เป็นกรรมวิธีในการพัฒนาการเรียนการสอน (instructional development) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 1960 ถึงปี 1990เมื่อแนวคิดเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย และสรรคนิยม (constructivist) เข้ามามีบทบาทในการศึกษา กรรมวิธีต่างๆ ในการออกแบบการเรียนรู้จึงปรับเปลี่ยนจากแนวคิดว่า ผู้สอนกำลังทำอะไร ไปเป็นผู้เรียนกำลังทำอะไร กล่าวคือ ผู้เรียนต้องสรรค์สร้างความรู้ของตนเอง มีประสบการณ์บนพื้นฐานความยากลำบากของตนเอง การออกแบบระบบการเรียนการสอนแบบเดิม ครูจะทำหน้าที่ควบคุมและเป็นเจ้าของกรรมวิธีทั้งหมด ปิดโอกาสของผู้เรียนในการเข้าถึงความชำนาญ และการส่งผ่านทักษะไปสู่กิจกรรมในชีวิตจริงบริบทความหมายของคำว่า “กรรมวิธี” ยังรวมถึง การใช้ประโยชน์ และการจัดการแหล่งทรัพยากร และการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นฏ. แหล่งทรัพยากร (resources)แหล่งทรัพยากรหลากหลายชนิดทำให้เราสามารถบอกได้ว่า สาขาวิชานั้นๆ คืออะไร เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทช่วยเผยแพร่ขยายขอบเขตของแหล่งทรัพยากร เพื่อช่วยเหลือผู้เรียน แหล่งทรัพยากร หมายถึง มนุษย์ เครื่องมือ เทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ ออกแบบไว้ช่วยผู้เรียนในการเรียนรู้ อาจรวมถึงระบบ ICT แหล่งความรู้ชุมชน เช่น ห้องสมุด สวนสัตว์ พิพิทธภัณฑ์ และผู้เชี่ยวชาญบางสาขา หรือสื่อดิจิทัลใหม่ๆ เช่น CD-ROM เว็บไซต์ และเว็บเควสท์ (webquests) ระบบอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนการปฏิบัติการ (EPSS : Electronic Performance Supportings System) รวมถึงสื่อแอนะล็อกทั่วไป เช่น หนังสือ สิ่งตีพิมพ์ เครื่องบันทึกภาพ สื่อโสตทัศน์อื่นๆ ครูทำหน้าที่ค้นหาเครื่องมือใหม่ๆ สร้างสรรค์แหล่งทรัพยากรใหม่ๆ ผู้เรียนทำการสั่งสมและจดจำแหล่งความรู้ของตนเอง และนักเทคโนโลยีการศึกษาทำหน้าที่เสาะหาแหล่งความรู้เพิ่มเติมหลักทฤษฎีพื้นฐานของเทคโนโลยีการศึกษาเนื้อหาสาระที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดสามารถมองว่าเป็นโครงสร้างของทฤษฎีได้ องค์ประกอบหลายอย่างทำให้สามารถนิยามเทคโนโลยีการศึกษาว่ามีทฤษฎีพื้นฐานมากมาย เช่น กรรมวิธีเชิงสร้างสรรค์ กรรมวิธีการใช้ประโยชน์ กรรมวิธีการบริหารจัดการ แหล่งทรัพยากรทางเทคโนโลยี กิจกรรมการเรียนรู้ ฯลฯ โครงสร้างของทฤษฎีเหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับศาสตร์สาขาอื่นๆ เช่น การสื่อสาร การศึกษา จิตวิทยา และปรัชญา การยอมรับเทคโนโลยีการศึกษาว่าเป็นวิชาชีพอย่างเป็นทางการนั้น การปฏิบัติทางเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องมีทฤษฎีองค์ความรู้ของตนเอง สามารถเพิ่มพูนความรู้ของตนเองโดยการวิจัย และการนำไปปฏิบัติ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ การปฏิบัติการก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป อาจทำได้ดีขึ้นโดยการลองผิดลองถูกเท่านั้นสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา....เป็นวิชาชีพจริงหรือ?สาขาเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง ขอบเขตของกิจกรรมซึ่งมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (เช่น ครูกับนักเรียน นักออกแบบกับลูกค้า) ข้อมูล (เช่น ผลการทดสอบ หรือโปรแกรมประยุกต์) และสิ่งของ (กระดานหรือคอมพิวเตอร์แบบพกพา) เพื่อวัตถุประสงค์การเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบจำเป็นอีก 2 ส่วนที่ทำให้เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสาขาวิชาได้ คือ เทคนิคทางปัญญา (intellectual technique) และการประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติการ (practical application) AECT, 1977)ตัวอย่างของเทคนิคทางปัญญาของเทคโนโลยีการศึกษา คือ กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ หรือตัวอย่างขนาดย่อม เช่น การเลือกรูปแบบของสื่อในกรวยประสบการณ์ของ Daleเพื่อการวางแผนบทเรียน หรือกรรมวิธีการพัฒนาและทดสอบซอฟท์แวร์เพื่อการประเมินผลอย่างถี่ถ้วนก็นับเป็นเทคนิคทางปัญญาเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในสาขาเทคโนโลยีการศึกษา ไม่มีใครกระทำในสาขาอื่นๆ จึงสามารถกล่าวอ้างได้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเทคนิคทางปัญญาของสาขาเทคโนโลยีการศึกษาโดยเฉพาะสำหรับเกณฑ์การประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติ ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในเทคโนโลยีการศึกษา เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ก่อนแล้วนำมาสร้างเป็นแผนดำเนินการ ผ่านการทดสอบแล้วสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น วิดีโอ สถานการณ์จำลองกลุ่มเล็ก เกมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ วัสดุเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริงในห้องเรียน หรืออาจผลิตเพื่อเผยแพร่จำนวนมาก ดังนั้นการประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติการจริง จึงเป็นคุณสมบัติที่ปรากฏชัดเจนของเทคโนโลยีการศึกษา โดยเฉพาะการนำเอาอุปกรณ์การเรียนการสอน และวิธีระบบมาประยุกต์ใช้ ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของสาขาวิชาอย่างแท้จริงเทคโนโลยีการศึกษา....เป็นวิชาชีพจริงหรือ?เกณฑ์ของวิชาชีพ (professional criteria) โดย AECT, 1977 : 23-24 ประกอบด้วย การฝึกอบรม และการให้ใบรับรอง มาตรฐาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ ภาวะผู้นำ สมาคมและการสื่อสาร ความห่วงใยของวิชาชีพต่อความเป็นไปของสังคม การยอมรับของสมาชิกว่าเป็นวิชาชีพ การที่เทคโนโลยีการศึกษาจะได้รับสถานะอันทรงคุณค่าว่าเป็นวิชาชีพ จึงต้องแสดงให้เห็นว่า องค์การสมาชิกได้ทำการศึกษา และประยุกต์ใช้เทคนิคทางปัญญาอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมของเทคโนโลยีการศึกษา การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมวิธีการสื่อสารและการเรียนรู้ของมนุษย์ และคุณสมบัติของสื่อ จะทำให้การปฏิบัติและทฤษฎีของเทคโนโลยีการศึกษาชัดเจนยิ่งขึ้น การวิจัยและปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเข้าใจต่อสาขาในฐานะวิชาชีพเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นมโนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษากับความเป็นสาขาวิชาของเทคโนโลยีการศึกษา สามารถอธิบายแยกออกจากกันได้ กล่าวคือ มโนทัศน์ หมายถึง หลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน วิธีการสอน สื่อชนิดต่างๆ ส่วนความเป็นสาขาวิชา หมายถึง ตัวบุคคล หรือการกระทำของบุคคลของเทคโนโลยีการศึกษาความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีการศึกษากับเทคโนโลยีการเรียนการสอนเทคโนโลยีการศึกษามีความหมายกว้างขวางกว่าเทคโนโลยีการเรียนการสอน (instructional technology) ซึ่งหมายถึง มโนทัศน์ ทฤษฎีและสาขาวิชาที่มุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภายใต้เงื่อนไขของการควบคุม และตรงเป้าหมาย (AECT, 1977 : 3)การใช้คำทั้งสองบางครั้งใช้แทนกันได้ แต่เทคโนโลยีการเรียนการสอนมีความหมายในวงแคบกว่า เหมือนกับคำว่า การศึกษา (education) กับการเรียนการสอน (instruction) นั่นเองความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีการศึกษากับเทคโนโลยีปฏิบัติการ (Performance Technology)เทคโนโลยีปฏิบัติการ มีต้นกำเนิดจากการฝึกอบรมของสถานประกอบการ และการพัฒนาองค์การ Performance Technology หรือ PT หมายถึงวิธีการองค์รวมที่ช่วยให้มนุษย์ปฏิบัติงานได้ดีขึ้น ด้วยวิธีหลากหลาย เช่น การสอน การช่วยเหลือขณะทำงาน การสร้างแรงจูงใจให้ทำงาน ฯลฯ ดังนั้น PT จึงอธิบายความได้ว่าPT ใช้เครื่องมือของเทคโนโลยี และการวิเคราะห์ การออกแบบ และการประเมินกระบวนการอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเชื่อมโยงกับการฝึกอบรม การออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ ระบบการป้อนกลับ หรือระบบการจูงใจเพื่อใช้วัดการปฏิบัติการ และสร้างความน่าเชื่อถือของวิธีการที่จะนำมาประยุกต์ใช้ (Stolovitch and Keeps, 1992)การฝึกอบรม (training) เป็นวิธีการหนึ่งในหลากหลายของวิธีการองค์รวมของ PT แนวพิจารณานำการฝึกอบรมมาใช้ใน PT ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบเหมือนกับการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบในเทคโนโลยีการสอน ดังนั้น PT จึงมีความหมายกว้างขวางครอบคลุมเอาเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีการสอนซึ่งมีบทบาทจำเพาะในมิติของการทำให้องค์การพัฒนาดียิ่งขึ้นสมมุติฐานเบื้องหลังของการกำหนดนิยามทางเลือกของคณะกรรมการกำหนดนิยามทางเทคโนโลยีของ AECT มองแยกเป็นสองประเด็น คือลักษณะแรก : การให้นิยามง่ายๆ ให้คนทั่วไปที่ไม่มีความเชี่ยวชาญจำเพาะใดๆ ก็เข้าใจได้ หรือในอีกมุมมองหนึ่ง เป็นการให้นิยามโดยใช้ภาษาเทคนิคอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน ต่อมามีการนิยามโดยการกำหนดเกณฑ์องค์ประกอบของมโนทัศน์ และขอบเขตของแนวคิดมากกว่าการนิยามจากการสังเกตของบุคคลที่ปฏิบัติการจริงๆลักษณะที่สอง : การให้นิยามแบบชัดเจนรัดกุม ไม่คลุมเครือ เพื่อเป็นการขีดวงว่าสิ่งใดใช่หรือไม่ใช่ อะไรเป็นแก่นอะไรเป็นกระพี้ลักษณะที่สาม : เป็นการนิยามที่แตกต่างห่างไกลจากคำนิยามของ AECT ยุคก่อนๆ โดยมุ่งอธิบายคุณค่าของแก่นแท้ของเทคโนโลยีการศึกษา การนำเทคโนโลยีซึ่งถือว่ามีคุณค่าแบบพลังเป็นกลาง (value neutral force) มาใช้ในการศึกษาจะก่อให้เกิดคุณค่าทั้งผู้เรียน และระบบการศึกษาโดยรวม ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องให้การศึกษาแก่มนุษย์ในลักษณะเยี่ยงเทคโนโลยี (technologically) ( ซึ่งเป็นการกระทำต่อมนุษย์เยี่ยงเครื่องยนต์กลไก) (ผู้แปล) เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพของประสบการณ์ของผู้เรียน และทำให้องค์การพัฒนาในทางที่ดีขึ้นลักษณะที่สี่ : เป็นนิยามล่าสุดของ AECT กล่าวไว้ว่า เทคโนโลยีการเรียนการสอน เป็นทฤษฎี และปฏิบัติการออกแบบ พัฒนาใช้ประโยชน์ บริหารจัดการ และประเมินผลของกระบวนการ และแหล่งทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ (Seel and Richey, 1994) นิยามดังกล่าว ได้รวมเอาองค์ประกอบของทุกนิยามเข้าไว้ด้วยกัน แม้ว่าอาจใช้ถ้อยคำ สำนวนที่แตกต่างกัน และอาจมีบางส่วนเพิ่มเติมเข้ามา นิยามในปัจจุบันเป็นการปรับปรุงนิยามของปี 1994 ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนมโนทัศน์โดยสิ้นเชิง การกระทำดังกล่าวเป็นแบบวิวัฒนาการ (evolutionary) แบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการปฏิวัติ (revolutionary) ทันทีทันใดลักษณะที่ห้า : การให้นิยามใหม่มีความอ่อนไหวต่อการรับรองมาตรฐานของโปรแกรมเทคโนโลยีการศึกษาในมหาวิทยาลัย มาตรฐานเทคโนโลยีการเรียนการสอน และการสื่อสารเพื่อการศึกษา ปี 2000 (ECIT : The Educational Communications and Instructional Technology Standards) ระบุว่า โปรแกรมดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ของสาขาวิชา ฐานความรู้ของสาขาวิชา แบ่งออกได้เป็น 5 องค์ประกอบ หรือพิสัย (domain) คือ การออกแบบ พัฒนา การนำไปใช้ การจัดการ และการประเมิน โดยอาศัยนิยามของ AECT ในปี 1994 เป็นแนวทางสำหรับการนิยามในอนาคตได้อีกด้วยคณะกรรมการนิยามศัพท์ของ AECT เสนอแนะว่า การให้นิยามในอนาคตควรต้องนำเอาพันธกิจของสมาคมมาเป็นแนวพิจารณาที่ว่า : เพื่อเป็นการสร้างภาวะผู้นำนานาชาติ โดยส่งเสริมความเป็นนักวิชาการ (scholarship) และแนวปฏิบัติอันยอดเยี่ยมในการสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิผลของการสอน และการเรียนรู้ในสถานการณ์ที่หลากหลายประเด็นสุดท้าย นิยามใหม่ของเทคโนโลยีการศึกษา ควรนำแนวคิด และผลงานของสมาชิกของ AECT และบุคคลอื่นๆ ที่ทำงานในสาขาเทคโนโลยีการศึกษามารวมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ไปยึดถือเอาชื่อจัดตั้งของภาควิชา หรือองค์การใดมาเป็นสรณะจุดประสงค์และผู้ใช้งานในการให้คำนิยามในโครงการนี้ มีจุดประสงค์หลายประการ เช่น 1) เพื่อเป็นการตีเส้นแยกสาขาเทคโนโลยีการศึกษาออกจากสาขาวิชาอื่นๆ 2) เพื่อส่งเสริมให้สาธารณชนยอมรับสาขาวิชาฯ 3) เพื่อเป็นการรับสมัครผู้เรียนและนักปฏิบัติเข้าสู่วงการ 4) เพื่อกำหนดพารามิเตอร์ของการกำหนดมาตรฐานรับรองเครดิตของสาขาวิชาฯ 5) เพื่อกำหนดคำศัพท์วิชาการ (terminology) เพื่อการอภิปรายในสาขาวิชาฯ และ 6) เพื่อเป็นการบอกกล่าวผู้เรียน หรือบุคคลอื่นๆที่เข้ามาใหม่ในวงการได้รู้จักแนวคิดหลักๆ และคุณค่าที่เราเชื่อถือวัตถุประสงค์ทั้ง 6 ประการนำไปใช้กับผู้เรียนในสาขาวิชาฯ อาจารย์ผู้สอน ผู้ร่วมงาน นักบริหารการศึกษาที่เราเกี่ยวข้องด้วย นักปฏิบัติการในสถานประกอบการ ทหาร และส่วนอื่นๆขององค์การ ซึ่งเป็นบุคคลหลากหลายระดับความรู้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงคำศัพท์วิชาการด้านเทคนิคกับบุคคลเหล่านี้การให้นิยามเทคโนโลยีการศึกษาดังกล่าว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภาพนอกว่า ทำไมสาขาวิชาชีพนี้จึงต้องแยกตัวออกมานอกสาขาวิชาชีพอื่น และบอกให้ทราบว่า สาขาวิชานี้มีคุณค่าควรจะได้รับการรับรู้และการสนับสนุนหรือไม่ ดังนั้นข้อความนั้นจะต้องแสดงถึงค่านิยมที่มีอยู่ในตัวมันเอง และจะต้องแสดงว่าสิ่งที่มีอยู่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ กล่าวคือ มโนทัศน์ และบุคคลที่ปฏิบัติตามนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างไรข้อความตามนิยามใหม่ของเทคโนโลยีการศึกษา เราได้แสดงพันธะสัญญาที่จะ “ปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม” ด้วย “กรรมวิธีที่เหมาะสม” และเกื้อกูลให้การเรียนรู้ “ดีกว่า” สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาสามารถกล่าวอ้างได้ว่า สามารถช่วยสังคมบรรลุเป้าหมายหลักอันหนึ่ง คือ ลดระดับความไม่รู้ ซึ่งเมื่อเทียบกับคนอื่นที่มีความรู้จะสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าประวัติและความเป็นมาในอดีตในหนังสือชื่อ Educational Technology : The Development of Concept (Januszewski, 2001) กล่าวถึง การกำเนิดขึ้นของประวัติทางปัญญาของมโนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งรวมเอาหลากหลายแนวคิดเข้าด้วยกันเป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว AECT เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างในปี 1923 ในฐานะกรมการเรียนการสอนทางทัศน์ (Department of Visual Instruction) ของกระทรวงศึกษาธิการ (NEA : National Education Association) สหรัฐอเมริกา พันธกิจเริ่มต้นของกรมนี้ คือ การเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทของสื่อทัศน์ในการศึกษา เมื่อเวลาผ่านไปแนวคิดนี้ได้ยอมรับแนวคิดจากสาขาวิชาอื่นๆ รวมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ทฤษฎีระบบ จิตวิทยาพฤติกรรมนิยม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และทฤษฎีการสื่อสาร และสื่อโสตทัศน์อื่นๆในปี 1960 จึงได้เกิดมโนทัศน์ลูกผสมขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากแนวคิดการศึกษาเชิงปฏิวัติของ B.F. Skinner และนักพฤติกรรมนิยม อิทธิพลของสกินเนอร์ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Technology of Teaching ตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษ ปี 1965 และในสหรัฐอเมริกา ปี 1968ในช่วงต้นปี 1960 การกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาเพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้สมาคม (ในเวลานั้น หมายถึง กรมการสอนด้วยสื่อโสตทัศน์) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ค้นคิดคำนิยามของมโนทัศน์ และคำอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ผลที่เกิดขึ้น (Ely, 1963) ตกลงใช้ข้อความว่า “การสื่อสารทางโสตทัศน์” (audiovisual communication) เป็นมโนทัศน์กลางจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งปี 1970 แนวคิดเริ่มเบนไปสู่คำ “เทคโนโลยีการศึกษา” แม้ว่าแนวคิดเดิมยังมีความโน้มเอียงไปทางการสื่อสาร มโนทัศน์ใหม่ก็เกิดขึ้นในปีนี้ และได้ชื่อว่า สมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารเพื่อการศึกษา (Association for Educational Communications and Technology)ในปี 1972 สมาคมได้ให้นิยามเทคโนโลยีการศึกษาใหม่ (AECT, 1972) โดยนับว่าเทคโนโลยีเป็นแก่นมโนทัศน์ ดังนี้“เทคโนโลยีการศึกษา เป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกื้อกูลให้เกิดการเรียนรู้ของมนุษย์โดยการค้นหาระบุชื่ออย่างเป็นระบบ การพัฒนา การจัดองคาพยพ และการใช้ประโยชน์ของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ และผ่านการบริหารจัดการของกรรมวิธีดังกล่าว (หน้า 6)”“Educational Technology is a field involved in the facilitation of human learning through the systematic identification, development , organization and utilization of a full range of learning resources and through the management of these processes (P. 6)”นิยามของเทคโนโลยีการศึกษา ปี 1972 ในฐานะสาขาวิชา และในฐานะมโนทัศน์ จุดสนใจเปลี่ยนจากสื่อโสตทัศน์ – แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ไปเป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์การใช้ประโยชน์จากแหล่งการเรียนรู้เหล่านี้ กรรมวิธีเหล่านี้อ้างว่าเป็นวิธีระบบ สะท้อนให้เห็นถึงทฤษฎีระบบอันนำไปสู่การสร้างทฤษฎีเชิงระบบต่อไปในปี 1977 AECT ได้ทบทวนนิยามของเทคโนโลยีการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังรักษาแก่นมโนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษาในฐานะของกรรมวิธี (process) ที่จะช่วยทำให้คนเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นการให้นิยามล่าสุดในปี 1994 ก็ยังคงเน้นกรรมวิธีเช่นเดิม แม้ว่าจะเน้นหนักไปทางเทคโนโลยีการเรียนการสอน (instructional technology) เป็นแก่นมโนทัศน์ก็ตามเทคโนโลยีการเรียนการสอน หมายถึง ทฤษฎี และการปฏิบัติการออกแบบ พัฒนา การใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการ และการประเมินกรรมวิธี และแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้นิยามล่าสุดน่าจะมีที่มาจากนิยามดั้งเดิมของคณะกรรมการกึ่งทางการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ เคยให้นิยามไว้ในปี 1970 กล่าวถึง เทคโนโลยีการเรียนการสอน ไว้ว่า :“วิธีการระบบของการออกแบบ การนำไปใช้ และการประเมิน กระบวนการร่วมของการเรียนรู้ และการสอน เพื่อนำไปสู่วัตถุประสงค์จำเพาะโดยมีพื้นฐานของการวิจัยสนับสนุนเกี่ยวกับการเรียนรู้และการสื่อสารของมนุษย์ และนำเอาทรัพยากรที่เป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์มาผสานกัน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น” (คณะกรรมาธิการเทคโนโลยีการศึกษา)คำนิยามดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยการยกอ้างกรรมวิธีขึ้นมาใช้ในนิยาม นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำว่า “อย่างเป็นระบบ” (systematic) “บนพื้นฐานการวิจัย” และ “มีประสิทธิผลมากกว่า” ในการเรียนการสอน คำเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลาง และความโดดเด่นอันสร้างคุณค่าให้กับสาขาวิชาเป็นอย่างมากพจนานุกรมศัพท์เฉพาะ และสารานุรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้นิยามความหมายของคำเหล่านี้ไว้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น พจนานุกรมปี 1988 ได้นิยามกล่าวถึงมโนทัศน์ของผลผลิต (product) และกรรมวิธี (process) ในนิยามทั้งสองส่วน :เทคโนโลยีการศึกษา :1. สื่อซึ่งเป็นผลิตผลของการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์กับการแก้ปัญหาทางการศึกษา2. วิธีระบบสำหรับปัญหาการเรียนการสอน ซึ่งรวมถึง การพัฒนาระบบการเรียนการสอน การระบุแหล่งทรัพยากร และการนำแหล่งทรัพยากรเหล่านั้นมายังผู้เรียน (Shafritz , Koeppe , and Soper)สารานุกรม ได้ให้นิยามของ “เทคโนโลยีการเรียนการสอน” โดยเน้นมโนทัศน์ผลผลิต และกรรมวิธีไว้ว่า : ศิลป์และศาสตร์ของการออกแบบ การผลิต การใช้ประโยชน์เพื่อปัญหาการเรียนการสอนได้อย่างประหยัด เรียบร้อย วิธีแก้ปัญหาอาจรวมเอาวัจนะวิธี (verbal) หรือสื่อโสตทัศน์ และอาจรวมเอามนุษย์หรือไม่รวมมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง และอาจเป็นรูปแบบของบทเรียน กระบวนวิชา หรือทั้งระบบ ซึ่งเกื้อกูลให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความเป็นมนุษย์ (Kovalchick and Dawson, 2004)ข้อความนี้ได้รวมพจน์สำคัญจำเป็นไว้ในนิยาม เช่น “ได้อย่างประหยัด และเรียบร้อย” “อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความเป็นมนุษย์”การให้นิยามในอดีตช่วยให้เป็นพื้นฐานให้กับคณะกรรมาธิการได้ใช้เป็นบริบทในการให้นิยามในยุคต่อๆมาบทสรุปนิยามของเทคโนโลยีการศึกษาที่นำเสนอเป็นการปรับปรุงนิยามเดิมของ AECT ที่ได้ให้นิยามไว้ก่อนคำว่า “เทคโนโลยีการเรียนการสอน” (Seel and Richey, 1994) นิยามเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะกาลสามารถปรับปรุงแก้ไขได้เมื่อกาลเวลาผ่านไป เทคโนโลยีการศึกษามีโครงสร้างกว้างขวางกว่าเทคโนโลยีการเรียนการสอน คล้ายๆ กับ การศึกษามีขอบเขตกว้างขวางกว่าการเรียนการสอน เทคโนโลยีการศึกษาและเทคโนโลยีการเรียนการสอน สามารถแยกจากกันได้อย่างชัดเจนในเทคโนโลยีปฏิบัติการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีองค์รวมที่ช่วยเพิ่มระดับปฏิบัติการในสถานประกอบการ ด้วยวิธีการที่หลากหลายรวมทั้งการฝึกอบรมมโนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องแยกออกมาจากสาขาวิชา และวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษา ความสมบูรณ์ของความหมายของแต่ละประเภทสามารถเขียนแยกกันได้ และสามารถตัดสินจากเกณฑ์ที่แตกต่างกันการให้นิยามล่าสุดมีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ หลายลักษณะ ดังนี้ประการแรก : การใช้คำว่า ศึกษา (study) แทนคำว่า วิจัย (research) เพราะ “ศึกษา”มีนัยกว้างขวางครอบคลุมรูปแบบการสืบค้นหลากหลายมากกว่า รวมถึงการประเมิน การปฏิบัติเข้าไว้ด้วยประการที่สอง : มีการสร้างพันธะสัญญากับการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมประการที่สาม : จุดประสงค์ของเทคโนโลยีการศึกษาเป็นการ “เกื้อกูล” (facilitate) การเรียนรู้ ซึ่งเป็นการพูดอย่างถ่อมตนกว่าคำว่า “การควบคุม” หรือ “ก่อให้เกิด”การเรียนรู้ประการที่สี่ : เป็นการจงใจนำคำว่า “การเรียนรู้” มาไว้เป็นศูนย์กลางของนิยาม เพื่อสร้างจุดเด่นว่า การเรียนรู้นั้นเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีการศึกษา จุดประสงค์ของการชูประเด็นการเรียนรู้ก็เพื่อแสดงความโดดเด่นแตกต่างจากสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งอาจไม่เน้นเลย เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเทคโนโลยีปฏิบัติการประการที่ห้า : “ทำให้การปฏิบัติการดีขึ้น” หมายถึง การเกื้อหนุนให้การเรียนรู้ให้ดีขึ้นในเชิงคุณภาพ และดีกว่าวิธีการอื่นที่ไม่ใช่เทคโนโลยีการศึกษา การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ความรู้บนหิ้ง (inert knowledge)ประการที่หก : มีการอธิบายหน้าที่หลักของสาขาวิชา เช่น การสรรค์สร้าง การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการ ด้วยพจน์ที่กว้างขวาง ใช้ภาษาเทคนิคน้อยลงแทนนิยามเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นทัศน์ที่ไม่ชัดเจนในกรรมวิธีการออกแบบประการที่เจ็ด : มีการระบุว่า เครื่องมือและวิธีการของสาขาวิชาจะต้อง “เหมาะสม” หมายถึง เหมาะกับคน และสภาวะที่นำไปประยุกต์ใช้ และประการที่เจ็ด นิยามล่าสุดทำให้คุณสมบัติของเทคโนโลยีการศึกษาชัดเจนขึ้น โดยแสดงเหตุผลประกอบว่า เครื่องมือและวิธีการที่ไม่ใช่เทคนิควิธี จะถูกจัดไว้นอกกรอบของสาขาวิชาฯคำว่า “ทำให้ดีขึ้น” (improving) และเหมาะสม (appropriate) ถูกรวมไว้อย่างชัดเจน เพื่อแสดงคุณค่าแก่นกลางของความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ดังนั้น ถ้าผลงานของเทคโนโลยีการศึกษาไม่สามารถทำได้ ”ดีกว่า” โดยมืออาชีพของสาขาเมื่อเทียบกับมือสมัครเล่นแล้ว สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาก็ไม่สมควรได้รับการตระหนักรู้ และสนับสนุนโดยสาธารณะต่อไป สาขาวิชาฯ ต้องแสดงความชำนาญเฉพาะทางบางชนิด จึงจะสมกับความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงถอดความเรียบเรียง*จากเอกสารหมายเลข MM 4.0 คณะกรรมการนิยามศัพท์และศัพท์วิชาการ AECT.ต้นฉบับดูจาก: http://www.indiana.edu/~molpage/Meanings%20of%

20ET_4.0.pdf***

สงวนธรรมสิทธิ์การแปล โดย ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.รองศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังPh.D. (Educational Media&Technology).University.of Missouri-Clumbia,U.S.A

************************************************************
posted by Dr.Supit @ 10:38 PM   0 comments
Course Syllabus for Doctoral
Thursday, June 7, 2007

ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้สอนวิชานี้ จาก VU อย่างเป็นทางการตามหนังสือเชิญของอธิการบดีที่ มว.1109/2550 วันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ข้าพเจ้าใช้เวลา 5 วันเต็มๆในการค้นข้อมูลจาก Internetและได้เชิญ โย ..จักรพงษ์ เจือจันทร์ มือหนึ่งของ Moodleไว้แล้ว.....

Ph.D.1
Course description
วิชา การออกแบบและการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ และสื่อการเรียนรู้บนเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษารหัสวิชา 9182601
Design and Development of Computer courseware and Web-based Learning Design on Information Technology Networks for Education


1. รายละเอียดกระบวนวิชา การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ และสื่อการเรียนรู้บนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อการศึกษา
การประยุกต์หลักการออกแบบการสอน และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ ด้วยการศึกษางานเกี่ยวกับ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนและการออกแบบบทเรียน เป็นเครื่องมือการวิจัย ด้วยการใช้กระบวนการทางวิธีระบบในการประมิน การวิเคราะห์ การศึกษา สภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน การฝึกอบรมและการวิจัย
เทคนิคการออกแบบสื่อการเรียนรู้บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆอย่างมีระบบ ดดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การฝึกปฏิบัติและการประเมิน

2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชา
1.ด้านความรู้ความใจ ผู้เรียนตระหนักรู้หลักการแนวคิด และทฤษฎีการออกแบบและพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายด้วยการใช้วิธีการทางระบบ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ในการศึกษา อบรมและการวิจัย
2.ด้านการปฏิบัติ ผู้เรียนสามารถนำวิธีระบบมาวิเคราะห์และพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายที่กำหนดให้
3.ด้านทัศนคติ ผู้เรียนมีทัศนคติทางบวกต่อการพัฒนาและนำบทเรียนบนเครือข่ายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ



3. วิธีการเรียนการสอน
กระบวนวิชานี้มุ่งให้นักศึกษาค้นคว้า เพื่อนำสาระวิชามาแลกเปลี่ยน วิเคราะห์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการเรียนแบบร่วมมือ(Collaborative Learning)เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เกิดการแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

1) การมอบหมายงานนักศึกษาแต่ละคนเพื่อศึกษาค้นคว้าเอกสารที่กำหนดให้จาก e-Mail หรือ Class Weblog หรือ URL ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
2) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)
3) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)
4) การสาธิตและการนำเสนองานของผู้เรียน (Demonstration and Presentation by Learners)

4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียน
1) นักศึกษาสามารถมีและใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คชนิดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายได้
2) สามารถอภิปรายตามประเด็นที่มอบหมายได้ดี
3) สามารถใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องเช่น Web Log, e-Mail, Moodle ect..,
4) ทำงานที่มอบหมายส่งตรงเวลา

5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียน
เกรด A:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อ
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด A
เกรด B:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป

6.Tentative Schedule

วัน เดือน ปี เนื้อเรื่อง
อาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550
Introduction
- Overview and background
- Purpose,Objectives
- Online Instruction Defined
อาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2550 -
Instructional design/audience analysis/goals and objectives/instructional activities/evaluations/rubric for web project/teaching strategies
- Interaction and feedback/interaction among learners/instructor interaction/materials interaction/Collaborations/feedback/Pace&Procrastination/electronic communication
- Instructional Media/Information presentation/Interface design/Multimedia Elements
เสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2550
- Course Management/Tracking Progress/Feedback/Managing communication/Online Learning Community

เสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2550
Organizational Support Services/Technical services/Academic Services/Library Services
เสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2550
- Instructional Theories/The nine events of instruction-Robert Gagne/Motivation Theory-John Keller/Elaboration Theory-Charles Reigeluth
เสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2550
- Web Development Elements /Planning/Analysis/Design/Implementation/Promotion/Innovation
เสาร์ที่ 23 กันยายน 2550
- Summary and Presentation of the Web created by students


7. ผู้สอน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
Ph.D.(Educational Media & Technology)
University of Missouri - Columbia - USA.-2526
คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517
กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514

ที่ทำงาน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร (02) 3269040
บ้าน โทร (02) 729 3629
0815808014
Email;panitan007@yahoo.com
Weblog: http://karnta6.blogspot.com
พิเชษ คงสตรี
pichet@chatturat.ac.th 0862529091
คมกริช ทองนาค
khomgrit@kku.ac.th 0813926554

เอาไว้เจอกันเมื่อชาติต้องการ
posted by Dr.Supit @ 7:18 AM   1 comments
Welcome to the Virtual World of Learning
Tuesday, June 5, 2007
Congratulations for the first Ph.D.Students majoring in Educational technology@VU and most of all ...VU as the first private university in Thailand to open Educational Technology Programs from Bechelor,Master and Doctor of Philosophy Programs....

We'll use this space to communicate in works assignments,work posting,articles postings ect..,

Assoc.Prof.Doctor Supit Karnjanapun
posted by Dr.Supit @ 7:51 PM   1 comments
About Me

Name: Dr.Supit
Home: Bangkok, Thailand
About Me: I am an Educating Educator!
See my complete profile
Previous Post
Archives
Links
Powered by

Free Blogger Templates

BLOGGER

© Ph.D. in Educational Technology VU 1st Template by Isnaini Dot Com